คลองสุเอซ แอฟริกาใต้

แต่เดิม การขนส่งจากจีนไปยุโรปต้องขนกันทางบกโดยผ่านเส้นทางสายไหม แต่หลังจากมีการขุดคลองสุเอซ การขนส่งทางเรือไม่ต้องไปอ้อมแหลมกู้ดโฮป ปลายสุดของสาธารณรัฐ แอฟริกาใต้ เพื่อจะเดินทางจากมหาสมุทรแปซิฟิกไปมหาสมุทร อินเดีย ต่อไปยังมหาสมุทรแอตแลนติก ตั้งแต่มีคลองสุเอซ เส้นทางสายไหมจึงเงียบเหงาราวกับป่าช้า

จีนมองคลองสุเอซตาเป็นมัน คงคิดว่าถ้าต้องการจะครองการขนส่งโลกให้ได้ ก็ต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวดองหนองยุ่งกับท่าเรือแถวคลองสุเอซ CHEC หรือบริษัทไชน่าฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จึงร่วมมือกับ CCCC หรือบริษัทไชน่า คอมมิวนิเคชั่น คอนสตรัคชั่น เสนอตัวขอเข้าไปมีส่วนร่วมในการปรับปรุงท่าเรือซาอิดอีสต์ และท่าเรือ อัล อะดาบิยาห์

พ.ศ.2557 ไชน่าฮาร์เบอร์ฯไปวิ่งเต้นกับรัฐบาลอียิปต์เพื่อจะเข้าไปรับสัมปทานโครงการขยายคลองสุเอซ แต่รัฐบาลอียิปต์ยุคนั้นคงจะมองออกว่าจีนคิดอะไร จึงให้สัมปทานกับบริษัทร่วมของเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถ้าเป็นบริษัทของประเทศอื่นก็คงจะยอมแพ้ไปแล้วล่ะครับ แต่จีนไม่ยอม จีนเชิญประธานาธิบดีอียิปต์ไปเยือนปักกิ่ง กลับจากเมืองจีนปุ๊บ ประธานาธิบดีอียิปต์ก็พูดจาย้ำๆซ้ำๆ ว่าอียิปต์พร้อมที่จะร่วมมือกับบริษัทจีนในงานที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับคลองสุเอซ

ความพยายามของจีนที่จะครองโลกด้านการขนส่งทั้งทางบกและทางทะเลทำให้บริษัทไชน่าฮาร์เบอร์ฯ ไปร่วมมือกับรัฐบาลอิสราเอลสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมท่าเรือริมทะเลแดงไปยังท่าเรือริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้สามารถขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์จากคลองสุเอซต่อไปยังทวีปยุโรปโดยไม่ต้องเสียเวลารอคอยการขนถ่ายทางเรือในช่วงที่คลองสุเอซยังขยายไม่เสร็จ ในข้อตกลงกับรัฐบาลอิสราเอล จีนเป็นฝ่ายหาทุนและเป็นผู้ลงมือก่อสร้าง

จีนเข้าไปปรับปรุงท่าเรือเก่าให้ทันสมัย ไปจัดตั้งบริษัทบริหารภายในท่าเรือเพื่อให้ตนเองมีอิทธิพลต่อการขนส่งทางเรือ ไม่ใช่เฉพาะในอียิปต์หรือในอิสราเอลดอกครับ ทั้งท่าเรือกวาดาและท่าเรือกาซิมของปากีสถาน ท่าเรือไอฮาวานของมัลดีฟส์ ท่าเรือเหล่านี้จีนเข้าไปปรับปรุงพื้นที่ มีทั้งท่าเรือน้ำลึก มีทั้งโครงการสนามบินรวมทั้งมีศูนย์เครือข่ายสำหรับนักท่องเที่ยว

บังกลาเทศก็ไม่พ้น ท่าเรือน้ำลึกที่เกาะโซนาเดียของบังกลาเทศ บริษัทไชน่าฮาร์เบอร์ฯ ก็ได้รับสัมปทานการก่อสร้าง รัฐบาลจีนยังช่วยบริษัทไชน่า เมอร์ชานท์ โฮลดิ้ง เข้าไปบริหารสถานีตู้คอนเทนเนอร์ทั้งในบังกลาเทศและท่าเรือโคลัมโบของศรีลังกา ผู้อ่านท่านคงจะเคยได้ยินข่าวที่พระภิกษุสงฆ์และประชาชนในชุมชนริมทะเลของศรีลังกาตีกับเจ้าหน้าที่รัฐถึงขนาดที่พระหัวร้างข้างแตก นี่ก็เพราะรัฐบาลศรีลังกาไปเวนคืนที่ดินเพื่อให้บริษัทของจีนได้สัมปทาน 35 ปีในการขยายท่าเรือและสร้างสถานีรองรับตู้คอน–เทนเนอร์ขนาดใหญ่ที่รับตู้คอนเทนเนอร์ได้ถึง 2.4 ล้าน TEU

ที่ศรีลังกานั้น ยังมีท่าเรือใหญ่เป็นอันดับ 2 มีชื่อว่า ท่าเรือฮัมบันโตตา ท่าเรือนี้ก็ไม่รอดฝีมือจีนอีกเหมือนกันครับ ทั้งบริษัทไชน่าฮาร์เบอร์ฯ และบริษัทไชน่า เมอร์ชานท์ฯ จับมือกันเข้าไปก่อสร้างจนถึงการบริหาร เรียกว่าการขนส่งทางทะเลของศรีลังกาอยู่ในการควบคุมของจีนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กลายเป็นเครือข่ายของจีนเป็นส่วนหนึ่งของสายสร้อยไข่มุก

พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นปีที่บริษัทต่างๆของจีนกำลังวิ่งวุ่นเริ่มท่าเรืออียิปต์สร้างทางรถไฟเชื่อมท่าเรือริมทะเลแดงกับริมทะเล เมดิเตอร์เรเนียน ผมมีโอกาสตาม ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัยไปประชุมกับผู้อำนวยการท่าเรือมอมบาซาของสาธารณรัฐเคนยา ซึ่งในช่วงนั้นบริษัทไชน่า คอมมิวนิเคชั่นฯ เข้าไปจัดการพื้นที่ที่เรียกว่าระเบียงซูดานใต้-เอธิโอเปีย-เคนยา และบริษัทไชน่า เมอร์ชานท์ฯ เข้าไปถือหุ้นร้อยละ 23.5 ของกิจการท่าเรือพอร์ต เดอ จิบูตี และก่อนหน้านั้น ผมได้ติดตามไปประชุมกับผู้อำนวยการท่าเรือน้ำลึกและสถานีเก็บตู้คอนเทนเนอร์ของแทนซาเนียที่บริษัทไชน่า เมอร์ชานท์ฯ เข้าไปบริหาร

ประชุมๆๆๆ กับ ผอ.ท่าเรือยุทธศาสตร์ของโลกแล้ว

ก็รู้ว่าต่อไปจีนคือเจ้าทะเล.

cr: https://www.thairath.co.th/content/1264669